คณาจารย์และนิสิตมหาจุฬาฯ ร่วมเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในวันวิสาขบูชาโลก
ในวันที่ ๒๙-๓๑ มกราคม ๒๕๕๓ คณะทำงานได้ดำเนินการโครงการเขียนบทความทางวิชาการ ณ สำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้คณาจารย์นำเสนอผลงานในวัน "มหาจุฬาวิชาการ" ในระหว่างวันที่ ๒๖-๒๘ มีนาคม ๒๕๕๓ และลงตีพิมพ์ในงานวิสาขบูชาโลกครั้งที่ ๗ ในระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒
เพื่อให้บรรลุัวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมทั้งสองอย่างนั้น คณะทำงานจึงได้ร่วมกัน จัดมหกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีต่างๆ ทั้ง ๔ ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งในครั้งนี้ คณะทำงานได้เดินทางไปติดตามการเขียนบทความครั้งที่ ๒ ณ ภาคเหนือ ซึ่งจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีวิทยาเขตเชียงใหม่ มหาจุฬาฯ เป็นเจ้าภาพ ซึ่งรายละเอียดของกิจกรรมประกอบด้วย

พระศรีคัมภีรญาณ, รศ.ดร. (ขวา) รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาจุฬาฯ
ปาฐกถา เรื่อง "มหาจุฬาฯกับการเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนานานาชาติ"
พระครูพิพิธสุตาทร,ดร. (ซ้าย)
รองอธิการบดีวิทยาเขตเชียงใหม่ ในฐานะเจ้าภาพในการจัดงาน

ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์์
ปาฐกถาิพิเศษ
เรื่อง "ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบััน"


คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
นิสิตปริญญาเอก สาขาพระพุทธศาสนา จำนวน ๑๑๐ รูป/คน
ร่วมรับฟังการปาฐกถา และร่วมเขียนบทความทางวิชาการเืพื่อตีพิมพ์ในวันวิสาขบูชาโลกปี ๕๓

การอภิปรายร่วม
เรื่อง "ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบััน"
วิทยากร ประกอบด้วย พระครูพิพิธสุตาทร, ดร., กำนันอินทร กำนันตำบลสันผักหวาน อ.หางดง, พ่อหลวงไตรภพ แซ่ย่าง บ้านม้งดอยปุย อ.เมือง และศ.ดร.เฉลิม
โดยมี พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, ผศ.ดร. เป็นผู้ดำเนินรายการ
บทสรุปจากการดำเนินงาน
๑. มหาจุฬาฯ กับการเป็นศูนย์กลางวิชาการทางพระพุทธศาสนานานาชาติ พระศรีคัมภีรญาณ,รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ได้ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "มหาจุฬาฯ กับการเป็นศูนย์กลางวิชาการทางพระพุทธศาสนานานาชาติ" โดยท่านได้ย้ำว่า มหาจุฬาในปัจจุบันนี้ ได้ก้าวไปสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติแล้ว เพราะมีนิสิตต่างประเทศจำนวนมากเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัย ร่วมไปถึงการที่มหาวิทยาลัยได้มีบทบาทความในการเป็นศูนย์กลางการจัดงาน สัมมนาระดับโลกในหลายปีที่ผ่านมา
๒. ภูมิปัญญาไทยกับการจัดการความขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบัน ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงค์ ได้ปาฐกถา เรื่อง "ภูมิปัญญาไทยกับการจัดการความขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบัน" สิ่งที่น่าสนใจ คือ ท่านได้เน้นว่า สังคมไทยมีภูมิปัญญาดีที่สามารถจัดการความขัดแย้งของคนในชุมได้ดี เช่น ประเพณีบายสีสู่ขวัญ ที่ญาติพี่้น้องหรือคนในหมู่บ้านทะเลาะกัน ประเพณีแห่นางแมว ที่คนในสังคมประสบปัญหาวิกฤติน้ำ จึงต้องให้คนในสังคมได้ร่วมมือกันมองเห็นปัญหาแล้วช่วยกันทำในสิ่งที่ตรงกัน ข้ามกับธรรมชาติ เพราะแมวกลัวน้ำ การสาดน้ำใส่แมวก็เพื่อประชดธรรมชาติ โดยให้คนในสัังคมได้มองเห็นความยากลำบากร่วมกัน แทนที่จะโทษกันและกัน ถึงกระันั้น ทางออกในการแก้ปัญหาดังกล่าว ท่านได้เสนอว่า การเปิดพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอปัญหาและทางออกจะเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ดี การที่จะนำภูมิปัญญาดั้งเดิมของท่านมาจัดการความขัดแย้งนับเ็ป็นเรื่องยาก เพราะบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมต่างกันมาก ฉะนั้น ทางออกคือ "การนำจิตวิญญาณ" ของภูมิปัญญาไทยมาปรับใช้เพื่อให้สอดรับกัับสถานการณ์ปัจจุบัน
๓. การอภิปรายร่วม "ภูมิปัญญาไทยกับการจัดการความขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบัน" โดย พระครูพิพิธสุตาทร, ดร. รองอธิการบดีวิทยาเขตเชียงใหม่ กำนันอินทร พ่อหลวงไตรภพ และศ.ดร. เฉลิม และพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,ผศ.ดร. ได้ร่วมกันนำเสนอแนวทางที่สำคัญเพื่อชี้ให้เห็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย สาระสำคัญคือ การล่มสลายของระบบศีลธรรมในสังคม ได้ก่อให้เกิดความล่มสลายของระบบแก่เหมืองแก่ฝายในภาคเหนือ และในระบบอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งคือ "ความโลภ" ที่ำำทำให้มนุษย์ต่างฉกชิงผลประโยชน์จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเป็นการแสดงออกที่เห็นแก่ตัวมากจนเกินไป ดังที่มหาตมะ คานธีกล่าวว่า "ทรัพยากรเพียงพอสำหรับคนทั้งโลก แต่ไม่เพียงพอสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว" ซึ่งสอดรับกับพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า "โลกเกินก็ลามก" ฉะนั้น ส่วนใหญ่จึงเห็นสอดรับกันว่า ควรลดความเห็นแก่ตัว ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนแง่มุมในสองประเด็นหลักคือ "ในแ่ง่โลกิยะ" และ "ในแ่ง่ของโลกุตระ" ในแง่ของโลกิยะเน้นการเห็นแก่คนอื่น หรือเห็นแก่ส้ังคมมากยิ่งขึ้น แต่ให้เห็นแก่ตัวน้อยลง เพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาสใช้ทรัพยากรร่วมกัน แบ่งปันกัน ช่วยเหลือกัน ส่วนในแง่ของโลกุตระ เน้นลดการยึดมั่นถือมั่น หรือลดตัวกูของกู อันจะนำไปสู่การเปิดพื้นที่ หรือขยาย "นิพพานให้เิ่พิ่มมากยิ่งขึ้น"
บทเรียนจากการดำเนินโครงการ
๑. การดำเนินกิจกรรม "แบ่งปัน" ในครั้งนี้ ได้ทำให้พบบรรยากาศของ "การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น" หลายท่านได้แสดงความเห็นและการนำเสนอที่เป็นประโยชน์และเปิดใจรับฟังกัันและ กันมากขึ้น
๒. คณะทำงานได้รับ "หัวข้อ" และ "บทคัดย่อ" ของบทความที่ดีๆ หลายบทความ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่สอดรับการ Theme ของการจัดงานประชุมนานาชาติ เรื่อง "การฟื้นคืนวิกฤติการณ์ของโลกด้วยทัศนะชาวพุทธ" ซึ่งจะมีประโยชน์มากในการคัดเลือกบทความดีๆ และได้มาตรฐาน
๓. นิสิต และคณาจารย์ได้รับแรงบันดาลใจ จากการได้มีโอกาสแบ่งปันความรู้ระหว่างกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ นิสิตหลายท่านที่อยู่กทม. ครั้้งแรกไม่ปรารถนาจะเดินทางไปเชียงใหม่ แต่หลายท่านบอกว่า คิดถูกแล้วที่ตัดสินใจไปร่วมงาน








